หนังสือเรียนแห่งอนาคต

 

 

large_File20120109142332_22113 

 อนาคตหนังสือเรียนไทยในยุคก้าวไกลของ IT
              ปัจจุบันระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology) มีการพัฒนาก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งมีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของคนทั้งด้านการติดต่อสื่อสาร การสืบค้นข้อมูล การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ ความบันเทิง อีกทั้งด้านกระบวนการจัดการเรียนการสอนทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน ซึ่งมีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น เราจึงควรกลับมาคิดให้หนักว่า การเรียนรู้ในโลกกว้างจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องแนะนำให้เด็กได้เห็นทั้งคุณและโทษ ทำอย่างไรที่จะปลูกฝังแนวความคิดหลักการในการใช้เทคโนโลยีได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมกับแต่ละช่วงวัย ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต แท็บเล็ต รวมถึงโซเชียลมีเดีย ทั้งหลาย
              ปัจจุบันรูปแบบการจัดการเรียนการสอนได้เปลี่ยนแปลงไปมาก นักเรียนไม่ได้เรียนเพียงแค่ในห้องสี่เหลี่ยม ที่มีครูยืนสอนหน้าชั้นหรือเขียนลงกระดานดำ นักเรียนนั่งฟังหรือจดตามที่ครูบอกเช่นในอดีต แต่มีรูปแบบการจัดการศึกษาที่หลากหลาย มีสื่อในรูปแบบใหม่ ๆ เกิดขึ้นมากมายที่จะช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการเรียนรู้ของนักเรียน มีการนำเทคโนโลยีมาบูรณาการกับเนื้อหาสาระทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ในลักษณะดิจิตอล จนในวันนี้เรียกกันว่าเป็น “การศึกษายุคดิจิตอล” ที่เราไม่อาจหลีกเลี่ยงได้อย่างแน่นอน
            สิ่งที่เราไม่อาจปฏิเสธได้นั่นคือ ในอนาคตหนังสือเรียนจะไม่เพียงแค่เป็นรูปเล่มที่นำเสนอด้วยตัวอักษรที่ยัดเยียดไปด้วยเนื้อหาสาระที่เยอะเกินความจำเป็น มีภาพประกอบบ้างซึ่งสามารถสื่อความหมายได้ตรงบ้างไม่ตรงบ้าง มีกิจกรรมท้ายบทเล็กน้อยแต่ไม่ได้เน้นกระบวนการคิดวิเคราะห์ หรือการมีส่วนร่วมของนักเรียนมากนักอย่างเช่นปัจจุบัน เชื่อว่าหนังสือเรียนไทยในอนาคตจะต้องมีการปรับเปลี่ยนโฉมใหม่เพื่อรองรับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือ IT อย่างแน่นอน ในเบื้องต้นอาจจะค่อยเป็นค่อยไปจากหนังสือเรียนซึ่งเคยจัดพิมพ์เป็นรูปเล่มแบบเดิม แต่มีการ ปรับโฉมใหม่ในด้านการนำเสนอเนื้อหาและการออกแบบจัดรูปเล่ม ที่เน้นกระบวนการคิด การแก้ปัญหา มีกิจกรรมหลากหลายที่เน้นการมีส่วนร่วม ท้าทาย ให้นักเรียนใฝ่เรียนรู้ศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมด้วยตัวเอง
          จากหนังสือเรียนที่เป็นรูปเล่มก็มีการใส่ “คิวอาร์โค้ด” (QR Code หรือ Quick Respond Code) ลงในหนังสือเรียนที่นำเสนอในรูปแบบใหม่ ซึ่งมีเนื้อหาครบถ้วนสอดคล้องตามที่หลักสูตรกำหนด ซึ่งเป็นรหัสบาร์โค้ดที่จะเชื่อมโยงไปยังเนื้อหาสาระที่นักเรียนควรได้เรียนรู้เพิ่มเติมอาจจะอยู่ในลักษณะของข้อความป๊อปอัพ (Pop Up) ภาพนิ่ง สไลด์ วิดีโอคลิป หรือลิงก์ไปยังเนื้อหาสาระในเว็บไซต์ต่าง ๆ ที่ผ่านการพิจารณาเลือกสรรมาอย่างถูกต้องเหมาะสม หรืออาจจะเป็นเนื้อหาสาระที่จัดทำขึ้นใหม่และเก็บไว้ในเว็บไซต์หรือฐานข้อมูลของหน่วยงาน เพียงแค่นักเรียนสแกนบาร์โค้ดด้วยกล้องไม่ว่าจะจากแท็บเล็ตหรือสมาร์ทโฟนก็สามารถเชื่อมโยงไปยังเนื้อหาอื่น ๆ ได้อีกมากมาย โดยไม่จำเป็นต้องไปห้องสมุดเพื่อค้นคว้าหาหนังสืออ่านเพิ่มเติมอีกต่อไป
CollegeStudentIG
           จากนั้นก็มีแนวโน้มที่จะพัฒนาหนังสือเรียนในรูปแบบของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-Book หรือ E-Textbook) ที่ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ทั้งแบบออนไลน์และแบบออฟไลน์ ถ้าแบบออนไลน์เป็นการใช้เครือข่ายคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตเป็นช่องทางในการถ่ายทอดเนื้อหาที่นำเสนอทั้งข้อความ ภาพนิ่ง เสียง กราฟิก ภาพเคลื่อนไหว ส่วนการเรียนแบบออฟไลน์ผู้เรียนสามารถเข้าถึงเนื้อหาด้วยการอ่านผ่านอุปกรณ์อ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบต่าง ๆ เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ หรือเครื่องอ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-Book Reader) ได้โดยตรง โดยไม่ต้องผ่านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์หรืออินเทอร์เน็ต หนังสืออิเล็กทรอนิกส์มีหลายประเภทและรูปแบบเช่น PDF ePUB DJVU HTML เป็นต้น
            “Smart Textbook” ก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่เริ่มใช้ในบางประเทศ ซึ่งมีคุณสมบัติเด่นหลายประการ เช่น ประหยัดค่าใช้จ่ายเนื่องจากนักเรียนสามารถซื้อบทเรียนทีละบทหรือเฉพาะบทที่ต้องใช้ นักเรียนเรียนรู้ได้มากขึ้นด้วยลักษณะมัลติมีเดีย เรียนรู้ร่วมกันโดยนักเรียนสามารถค้นหา อภิปราย แสดงความคิดเห็นและลิงก์ถึงกันได้ เป็นต้น จากผลการศึกษาของสหรัฐอเมริกาพบว่า นักเรียนต้องการ Smart Textbook เนื่องจากช่วยให้ประหยัด จ่ายเท่าที่ใช้จริง เป็นการเรียนแบบมีส่วนร่วม (Interactive) ทำให้นักเรียนจดจำข้อมูลได้ง่ายขึ้น รวมถึงผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าการเรียนแบบครูสอนแบบบรรยาย
             แม้ว่าในอนาคตหนังสือเรียนไทยจะปรับเปลี่ยนจากเดิมที่เป็นรูปเล่มอยู่ในรูปแบบของสื่อดิจิตอลทั้งที่เป็น E-Book, E-Textbook, Smart Textbook และคงจะเปลี่ยนแปลงไปตามพัฒนาการของเทคโนโลยีที่ไม่เคยหยุดนิ่ง ดังนั้น สิ่งสำคัญคือแม้ว่าการพัฒนาจะเป็นสิ่งที่ดีเสมอก็ตาม แต่เราก็ต้องไม่มองข้ามด้าความพร้อม ความต้องการ ความจำเป็น บริบทที่แท้จริงของประเทศไทย และการปลูกฝังให้ผู้เรียนใช้งานเทคโนโลยีอย่างเท่าทัน
อ้างอิง : http://www.kroobannok.com/60448
           http://www.bangkokeducation.in.th/article-details.php?id=1740
Advertisements

การเรียนรู้ตลอดชีวิตในยุคเทคโนโลยีสมัยใหม่

study

เทคโนโลยีสมัยใหม่กับการศึกษาตลอดชีวิต

           ปัจจุบันนี้ได้ชื่อว่าเป็นโลกยุคของข้อมูลข่าวสาร เนื่องมาจากการติดต่อเป็นไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เป็นอย่างมากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ต่างๆ โดยเปลี่ยนจากที่ครูเป็นศูนย์กลางมาสู่นักเรียนเป็นศูนย์กลาง ผู้เรียนไม่จำเป็นต้องได้รับความรู้จากครูในห้องเรียนเท่านั้น แต่สามารถหาได้จากแหล่งความรู้ต่างๆ ทั้งพ่อแม่ ชุมชน เพื่อน ธรรมชาติสิ่งแวดล้อมหรือการเรียนรู้จากเทคโนโลยีสมัยใหม่
            เมื่อเอ่ยถึงเทคโนโลยี คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงสิ่งที่เกี่ยวกับเครื่องมือหรืออุปกรณ์ใหม่ๆ ที่ทันสมัย มีราคาแพง มีระบบการทำงานที่ยุ่งยากซับซ้อนซึ่งเมื่อนำมาใช้แล้วสามารถช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพดีขึ้นและประสิทธิผลสูงขึ้น รวมทั้งประหยัดเวลาและแรงงานอีกด้วย อย่างไร ก็ตาม “เทคโนโลยี” เป็นคำที่มาจากภาษาลาติน และภาษากรีก คือ ภาษาลาติน Texere : การสาน (to weare) : การสร้าง (to construct) ภาษากรีก Technologia : การกระทำอย่างมีระบบ (Systematic Treatment)
            การทำงานโดยการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้นั้น เป็นการทำงานโดยการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทำงานนั้นๆให้มีผลดีมากยิ่งขึ้นการนำเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้นั้น ก็ต้องแตกต่างกันไปตามลักษณะของงานแต่ละอย่าง ถ้านำมาใช้ทางด้านการศึกษา ก็จะเรียกว่า เทคโนโลยีทางการศึกษา เป็นต้น ดังนั้นเมื่อมีการนำเอาเทคโนโลยีมาใช้ในการทำงานในวงการศึกษา จึงจำเป็นต้องทราบความหมายของคำต่างๆเหล่านี้ให้เข้าใจอย่างชัดเจนเสียก่อน รวมถึงพัฒนาการระยะต่างๆของเทคโนโลยีการศึกษา เพื่อเป็นการศึกษาถึงความเจริญ ก้าวหน้าทางด้านนี้ทั้งในด้านวัสดุ อุปกรณ์ และวิธีการ รวมถึงความสำคัญและบทบาทของเทคโนโลยี การศึกษา
Microsoft-Asia-Cloud-Infographic-for-web
            เทคโนโลยีทางการศึกษา หมายถึง การนำความรู้ แนวคิด กระบวนการและผลผลิตทางวิทยาศาสตร์มาใช้ร่วมกันอย่างมีระบบ เพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาการศึกษาให้ก้าวหน้าไปอย่างมีประสิทธิภาพ
            การศึกษา หมายความว่า กระบวนการเรียนรู้เพื่อความเจริญงอกงามของบุคคลและสังคม โดยการถ่ายทอดความรู้สึก การฝึก การอบรม การสืบสานทางวัฒนธรรม การสร้างจรรโลงความก้าวหน้าทางวิชาการ การสร้างองค์ความรู้อันเกิดจากสภาพแวดล้อม สังคมการเรียนรู้และปัจจัยเกื้อหนุนให้บุคคลเรียนรู้อย่าง ต่อเนื่องตลอดชีวิต
            การใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา เป็นระบบการประยุกต์ผลิตผลทางวิทยาศาสตร์ และวิศวกรรม ผสมผสานกับหลักทางสังคมวิทยา และมานุษยวิทยา มาใช้ในการศึกษาเพื่อการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต โดยครอบคลุมการจัดและออกแบบระบบพฤติกรรม เทคนิควิธีการ การสื่อสาร การจัดสภาพแวดล้อม การจัดการเรียนการสอน และการประเมิน  เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ในที่นี้จะมีความหมายครอบคลุมการผลิต การใช้การพัฒนาสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ  และโทรคมนาคม เพื่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ได้ตามความต้องการของผู้เรียนในทุกเวลาและสถานที่
             สำหรับการจัดการศึกษาตลอดชีวิต คือการรวมเอาการศึกษาในระบบโรงเรียน (Formal Education) นอกระบบโรงเรียน (Informal Education)เข้าด้วยกัน คนเราสามารถเลือกศึกษาได้ในช่วงเวลาต่างๆ ของชีวิตตามความเหมาะสม การศึกษา และการเรียนรู้เกิดขึ้นได้ทุกแห่งไม่ว่าจะ ในครอบครัว วัด ชุมชน สถาบันการศึกษา สถานประกอบการ และแหล่งวิชาต่างๆ การศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิตกลายเป็นความจำเป็นของมนุษย์ปัจจุบัน
            การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) หมายถึง การรับรู้ความรู้ ทักษะ และเจตคติ ตั้งแต่เกิดจนตายจากบุคคลหรือสถาบันใดๆ โดยสามารถจะเรียนรู้ด้วยวิธีเรียนต่างๆ อย่างมีระบบหรือไม่มีระบบ โดยตั้งใจหรือโดยบังเอิญก็ได้ ทั้งนี้สามารถทำให้บุคคลนั้นเกิดการพัฒนาตนเอง
             การศึกษาตลอดชีวิต (Lifelong Education) หมายถึง การจัดกระบวนการทางการศึกษา เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต เป็นการจัดการศึกษาในรูปแบบของการศึกษาในระบบโรงเรียน (Formal Education) การศึกษานอกระบบโรงเรียน (Non – Formal Education) และการศึกษาตามอัธยาศัย (Informal Education) โดยมุ่งให้ผู้เรียนเกิดแรงจูงใจที่จะเรียนรู้ด้วยตนเอง (Self – directed Learning) มุ่งพัฒนาบุคคลให้สามารถพัฒนาตนเอง และปรับตนเองให้ก้าวทันความเปลี่ยนแปลงของสังคมการเมืองและเศรษฐกิจของโลก
             ดังนั้นจะเห็นได้ว่าเทคโนโลยีสมัยใหม่นั้นมีความสำคัญและจำเป็นอย่ายิ่งที่จะนำมาประยุกต์ใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่จำเป็นในการจัดการศึกษาตลอดชีวิตต่อไป

แนวทางการพัฒนาหลักสูตรโดยเน้นประชาคมอาเซียนสำหรับศตวรรษที่ 21

10-successful-skills-in-21-century

โลกในศตวรรษที่ 21 มีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเกี่ยวกับด้านเทคโนโลยี ซึ่งส่งผลให้มีความเจริญก้าวหน้าของเศรษฐกิจและสังคมมากขึ้น ตามมาด้วยการแข่งขันในสังคมโลกที่นับวันยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้แต่ละประเทศต้องเร่งพัฒนาคนในประเทศของตนให้มีความพร้อมรับกับความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ซึ่งสิ่งที่จะช่วยได้นั่นก็คือ “การศึกษา”

หลักสูตรเป็นหัวใจหลักของการพัฒนาทางด้านการศึกษา ถ้าหลักสูตรมีคุณภาพย่อมส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของคนและประเทศ ดังนั้นหลักสูตรจึงต้องมีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงตามกระแสโลก เพื่อให้ได้พลเมืองของประเทศที่มีความสมบูรณ์ทั้งทางสติปัญญา ร่างกาย และจิตใจต่อไป

thaieducationrank

ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่ให้ความสำคัญกับการศึกษาเป็นอย่างมาก ดังจะเห็นได้จากเม็ดเงินที่สูญเสียไปในแต่ละปีงบประมาณในเรื่องของการศึกษา นอกจากนี้ยังได้เข้าร่วมกลุ่มประชาคมอาเซียนกับประเทศต่างๆ และแน่นอนว่าการศึกษาต้องเข้ามามีบทบาทอย่างมากต่อการเรียนรู้ซึ่งกันและกันในแต่ละประเทศ ประเทศไทยควรบรรจุเรื่องของอาเซียนในเรื่องต่างๆ เช่น จุดประสงค์การก่อตั้ง แนวการดำเนินงาน โครงสร้างสมาชิก ภาษาและวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ เป็นต้น

แนวคิดในการพัฒนาหลักสูตรโดยเน้นประชาคมอาเซียนสำหรับศตวรรษที่ 21 นั้นจะต้องเป็นหลักสูตรที่กระชับ เน้นความสำคัญของวิชา โดยครอบคลุมเนื้อหาอย่างละเอียด หลักสูตรช่างคิด เน้นทักษะการคิดขั้นสูงควบคู่กับเนื้อหา ผสมผสานสถานการณ์จริงและประสบการณ์จากอดีต และหลักสูตรเชิงบูรณการ การจัดการเรียนรู้ผ่านโครงงานโดยมีผลสัมฤทธิ์ในการเรียนเป็นหลัก ทั้งนี้ การพัฒนาหลักสูตรจะต้องไม่กำหนดเวลาเรียนที่ตายตัวเกินไป แต่ควรเพิ่มให้สถานศึกษามีอิสระในการออกแบบการเรียนรู้ด้วยตนเอง และที่สำคัญคือการเน้นเรื่องคุณธรรมจริยธรรม เพราะคนเก่งอย่างเดียวไม่ได้ต้องดีด้วย ซึ่งแนวคิดข้างต้นจะส่งเสริมให้ผู้เรียนมีทักษะใหม่ๆ สอดคล้องกับโลกที่เปลี่ยนแปลง และความต้องการของประเทศ

นอกจากนี้นักเรียนยังควรมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ดังนี้

  1. เป็นนักคิดวิเคราะห์
  2. เป็นนักแก้ปัญหา
  3. เป็นนักสร้างสรรค์
  4. เป็นนักประสานความร่วมมือ
  5. รู้จักใช้ข้อมูลข่าวสาร
  6. เป็นผู้เรียนรู้ด้วยตนเอง
  7. เป็นนักสื่อสาร  ( ครูพูดน้อยและเด็กพูดมาก)
  8. ตระหนักรับรสภาวะของโลก
  9. เป็นพลเมืองที่ทรงคุณค่า
  10. มีพื้นฐานความรู้ทางเศรษฐกิจและการคลัง

สำหรับสมรรถนะของผู้เรียนในยุคดังกล่าวที่ควรจะมี คือ

  1. ความสามารถในการสื่อสาร คือความรู้สึกและทัศนะของตนเองเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและประสบการณ์อัน จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสังคม รวมทั้งการเจรจาต่อรอง เพื่อขจัดและลดปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ การเลือกรับหรือไม่รับข้อมูลข่าวสาร ด้วยหลักเหตุผลและความถูกต้อง ตลอดจนการเลือกใช้วิธีการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อตนเองและสังคม ซึ่งสอดคล้องกับ ICT Literacy
  2. ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ คิดสร้างสรรค์ คิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้หรือสารสนเทศเพื่อการตัดสินใจเกี่ยวกับตนเองและสังคม ได้อย่างเหมาะสม ซึ่งสอดคล้องกับ Learning Thinking Skills
  3.  ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ที่เผชิญได้อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพื้นฐานของหลักเหตุผล คุณธรรมและข้อมูลสารสนเทศ เข้าใจความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคม แสวงหาความรู้ ประยุกต์ความรู้มาใช้ในการป้องกันและแก้ไขปัญหา และมีการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อตนเอง สังคมและสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับ Life skill
  4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต เป็นความสามารถในการนำกระบวนการต่าง ๆไปใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การทำงาน และการอยู่ร่วมกันในสังคมด้วยการสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล การจัดการปัญหาและความขัดแย้งต่าง ๆ อย่างเหมาะสม การปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและสภาพแวดล้อม และการรู้จักหลีกเลี่ยงพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ที่ส่งผลกระทบต่อตนเองและผู้อื่น สอดคล้องกับ Life skill
  5.  ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เป็นความสามารถในการเลือกและใช้ เทคโนโลยีด้านต่าง ๆ และมีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาตนเองและสังคม ในด้านการเรียนรู้ การสื่อสาร การทำงาน การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ถูกต้อง เหมาะสม และมีคุณธรรม สอดคล้องกับ ICT Literacy

และอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือการพัฒนาคนให้เรียนรู้ตลอดชีวิตดัวยการเรียนรู้ 3R x 7C ซึ่ง  3R คือ Reading (อ่านออก), (W)Riting (เขียนได้), และ (A)Rithemetics (คิดเลขเป็น)  7C ได้แก่

Critical Thinking and Problem Solving (ทักษะด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และทักษะในการแก้ปัญหา)

Creativity and Innovation (ทักษะด้านการสร้างสรรค์ และนวัตกรรม)

Cross-cultural Understanding (ทักษะด้านความเข้าใจความต่างวัฒนธรรม ต่างกระบวนทัศน์)

Collaboration, Teamwork and Leadership (ทักษะด้านความร่วมมือ การทำงานเป็นทีม และภาวะผู้นำ)

Communications, Information, and Media Literacy (ทักษะด้านการสื่อสารสารสนเทศ และรู้เท่าทันสื่อ)

Computing and ICT Literacy (ทักษะด้านคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร)

Career and Learning Skills (ทักษะอาชีพ และทักษะการเรียนรู้)

จากที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นว่าหลักสูตรมีความสำคัญ และจำเป็นอย่างมากต่อการศึกษา การพัฒนาคน และการพัฒนาประเทศ โดยหลักสูตรในยุคปัจจุบันควรเน้นให้คนเกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต และทักษะที่สำคัญคือทักษะการสืบค้น ทักษะการคิด และการเชื่อมโยง เป็นต้น หากหลักสูตรยังล้าหลังไม่มีการพัฒนาตามกระแสโลก ย่อมทำให้ประเทศนั้นๆ ไม่สามารถแข่งขันในเวทีโลกได้อย่างภาคภูมิ

อ้างอิง

กระปุกดอทคอม. 2555. รู้จักประเทศอาเซียนก่อนก้าวสู่ประชาคมอาเซียน 2558. สืบค้นเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2558. แหล่งข้อมูล : http://hilight.kapook.com/view/67028

วิทยาการ.คอม. 2557. ทักษะการเรียนรู้แห่งศตวรรษที่ 21. สืบค้นเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2558. แหล่งข้อมูล : http://www. vcharkarncom/varticle/60454.

กระบวนการคิดวิเคราะห์เพื่อการเรียนรู้อย่างยั่งยืน

creative thinking

ปัจจุบันการเรียนรู้ของผู้เรียนถูกผูกขาดโดยการบอกของครู ทำให้ผู้เรียนไม่เกิดการฝึกทักษะการคิด และไม่สามารถต่อยอดความรู้ต่างๆได้ ซึ่งทักษะดังกล่าวเป็นสิ่งที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ดังนั้น ครูยุคใหม่จึงจำเป็นต้องจัดการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป เพื่อการให้การเรียนรู้ของผู้เรียนมีความคงทนและสามารถนำมาปรับใช้กับบริบทต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ข้าพเจ้าได้มีโอกาสอ่านบทความเรื่อง “การยกระดับการเรียนรู้ของนักเรียนด้วยกระบวนการคิดวิเคราะห์ ” ของ ดร.มนตรี วงษ์สะพาน อาจารย์ประจำภาควิชาหลักสูตรและการสอน คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสารคาม  ซึ่งในบทความสามารถตอบโจทย์ในสิ่งที่ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้ข้างต้นเป็นอย่างดี ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

Concept Map

ddสาระสำคัญ

การคิดวิเคราะห์เป็นทักษะพื้นฐานสำคัญที่จะส่งผลให้ผู้เรียนพัฒนาทักษะการคิดด้านอื่นๆ ที่สูงขึ้น ซึ่งจะช่วยให้รู้ข้อเท็จจริง รู้เหตุผลเบื้องต้นของสิ่งที่เกิด เข้าใจความเป็นมาของเหตุการณ์ เพื่อนำมาตัดสินใจแก้ปัญหาหรือตัดสินใจในเรื่องต่างๆได้ถูกต้อง ด้วยความสำคัญดังกล่าวจึงจำเป็นต้องพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ให้แก่ผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง โดยผู้ที่มีบทบาทสำคัญก็คือ ครู ดังนั้นครูจึงควรทำความเข้าใจและนำกระบวนการคิดวิเคราะห์มาบูรณาการเข้ากับกิจกรรมการเรียนรู้ให้กับผู้เรียน

ในปัจจุบันพบปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้ของนักเรียน 5 ประการ คือ

  1. ครูผู้สอนให้ความสำคัญกับคำตอบมากกว่ากระบวนการ ซึ่งกิจกรรมการเรียนรู้จะเน้นการทำแบบฝึกหัดเพื่อหาคำตอบ และการให้คะแนนก็เน้นที่คำตอบมากกว่ากระบวนการ
  2. นักเรียนขาดเครื่องมือช่วยในระหว่างการเรียนรู้ โดยผู้เรียนแทบไม่มีโอกาสได้ใช้ศักยภาพสมองเพื่อคิดหาคำตอบ แต่ใช้สมองในการจำมากกว่า
  3. นักเรียนไม่เกิดการเชื่อมโยงความรู้และประสบการณ์ ซึ่งที่ผ่านมาการจัดการเรียนรู้มักดำเนินตามกระบวนการป้อนเนื้อหาให้นักเรียนทำความเข้าใจ จดจำ แล้วทำแบบฝึกหัด ซึ่งใช้ได้เฉพาะเด็กที่มีความจำดีเท่านั้น
  4. ระบบการศึกษาขาดการประเมินผลสัมฤทธิ์ในส่วนกระบวนการเรียนรู้ อาจเนื่องจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องไม่มั่นใจในผลระยะยาวที่เกิดจากกระบวนการคิด ปฏิบัติ แก้ปัญหา และสร้างสรรค์ผลงาน มองว่ากระบวนการเหล่านี้เสียเวลา จึงใช้การป้อนความรู้ซึ่งใช้เวลาสั้นกว่า
  5. นักเรียนขาดประสบการณ์ความภาคภูมิใจจากผลงาที่คิดได้ เนื่องจากคำตอบที่นักเรียนคิดได้เป็นคำตอบที่คนอื่นคิดไว้แล้ว การตอบถูกเป็นเพียงการจำได้เท่านั้น

จากปัญหาดังกล่าวจึงนำมาซึ่งแนวทางการยกระดับการเรียนรู้ด้วยกระบวนการคิดวิเคราะห์ 4 ขั้นตอน ดังนี้

  1. การกำหนดสถานการณ์ปัญหา เป็นการกระตุ้นการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์หรือปัญหา เพื่อให้ผู้เรียนมีความสนใจที่จะแก้ไขมากขึ้น
  2. การวิเคราะห์หาคำตอบหรือทางออกของปัญหา ซึ่งสามารถประยุกต์แนวคิดของมาร์ซาโน(Marzano) ได้ดังนี้

2.1 กระบวนการหาคำตอบด้วยการเปรียบเทียบ ซึ่งจะทำให้สามารถจำแนกข้อมูลเกี่ยวกับปัญหา และสามารถเข้าใจปัญหานั้นมากขึ้น เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาได้อย่างเหมาะสม ซึ่งอาจใช้เครื่องมือช่วยคิด เช่น การใช้แผนผังเปรียบเทียบเวนน์ การเปรียบโดยใช้ตารางวิเคราะห์ และการหาลักษณะร่วม เป็นต้น

2.2 กระบวนการหาคำตอบด้วยการจัดหมวดหมู่ เป็นการรวบรวมองค์ประกอบให้เป็นหมวดหมู่หรือเป็นประเภท ซึ่งเป็นพื้นฐานของการคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ โดยอาจให้นักเรียนใช้ผังต่างๆ ในการจัดหมวดหมู่ เช่น ผังจัดประเภท และผังต้นไม้ เป็นต้น

2.3 กระบวนการหาคำตอบโดยการทบทวนข้อผิดพลาด เป็นการค้นหาเหตุผลที่น่าจะผิดพลาดหรือคลาดเคลื่อนออกจากเหตุผลที่เราสร้างขึ้นโดยนำหลักฐานต่างๆ มาอ้างอิง ซึ่งมีขั้นตอนการทบทวนข้อผิดพลาด โดยเริ่มจากจำแนกส่วนประกอบของเรื่องนั้น จากนั้นตรวจสอบว่าเหตุและผลที่ให้นั้นมีข้อผิดพลาดอย่างไร แล้วหาข้ออธิบายการเชื่อมโยงเหตุและผลนั้นๆ สุดท้ายคือเขียนสรุปความคิดการลำดับเหตุผล

  1. การสรุปคำตอบและกำหนดกรอบแนวคิด

3.1 กระบวนการสรุปข้อค้นพบในเชิงหลักการ เป็นกระบวนการสร้างข้อสรุปเพื่ออ้างอิงหรือสร้างหลักการใหม่จากสารสนเทศเดิมที่รู้จักอยู่แล้ว โดยใช้วิธีการลงความเห็นสรุปด้วยวิธีการแบบอุปนัย และนิรนัย

3.2 กระบวนการนำหลักการไปใช้ เป็นการเรียบเรียงความคิด กำหนดกลวิธี หรือคาดการณ์เรื่องใดเรื่องหนึ่งซึ่งอยู่บนฐานของหลักการ

  1. การขยายผลสู่การปฏิบัติหรือสร้างสรรค์ผลงาน โดยส่งเสริมให้ข้อค้นพบต่างๆ ของผู้เรียนนำไปสู่การปฏิบัติหรือสร้างสรรค์ผลงานให้เป็นรูปธรรม

กระบวนการคิดวิเคราะห์แต่ละขั้นตอนครูสามารถออกแบบเครื่องมือช่วยคิดสร้างเป็นใบงานให้นักเรียนคิดวิเคราะห์หาคำตอบทีละขั้นตอน จึงสามารถประเมินการเรียนรู้จากผลงงานของนักเรียนได้ และผลงานเหล่านั้นจะเป็นผลสะท้อนการเรียนรู้ได้ถึงระดับกระบวนการเรียนรู้ และทักษะต่างๆ ที่เกิดขึ้นในระหว่างการค้นหาคำตอบและการลงมือปฏิบัติ

 

จากการที่ได้ศึกษาบทความข้างต้นทำให้ทราบถึงความสำคัญ หรือความจำเป็นในการส่งเสริมกระบวนการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ อีกทั้งได้ทราบถึงปัญหาที่เกิดขึ้นและสาเหตุของปัญหาต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน นอกจากนี้ยังมีขั้นตอนการจัดกระบวนการเรียนรู้ด้วยกระบวนการคิดวิเคราะห์ 4 ขั้นตอน พร้อมทั้งมีแนวทางการนำไปใช้ที่ง่ายต่อการประยุกต์ใช้

สำหรับข้อดีของการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ให้แก่ผู้เรียน คือ เป็นการส่งเสริมการคิดขั้นสูงให้แก่ผู้เรียน อีกทั้งส่งเสริมให้ผู้เรียนกล้าคิด กล้ายอมรับแม้คำตอบนั้นผิด นอกจากนี้ยังส่งเสริมให้ผู้เรียนมีการแก้ปัญหาที่เป็นระบบ มีความภาคภูมิใจในการคิดของตนเอง และส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความคิดสร้างสรรค์ในอนาคตอีกด้วย แต่กระบวนการคิดวิเคราะห์ข้างต้นก็มีผลเสียเช่นกัน คือ ใช้เวลานานในการให้นักเรียนได้ความรู้ที่ตรงประเด็น

จากบทความข้างต้นพฤติกรรมบางอย่างข้าพเจ้าปฏิบัติอยู่และคิดว่าเป็นสิ่งที่ดีแล้ว แต่กลับเป็นต้นเหตุของการเกิดปัญหาในการเรียนรู้แก่ผู้เรียน ทั้งนี้ข้าพเจ้าจะนำความรู้ที่ได้รับจากบทความไปปรับใช้กับการจัดการเรียนรู้การสอนของข้าพเจ้าต่อไป

ในความคิดของข้าพเจ้าบทความข้างต้นมีการนำเสนอที่เข้าใจง่าย โดยเริ่มตั้งแต่ให้เห็นความสำคัญของการคิดวิเคราะห์ สภาพปัจจุบันและแนวทางการแก้ปัญหาที่เป็นขั้นตอนเป็นระบบ อีกทั้งมีตัวอย่างของกิจกรรมที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนได้จริง ซึ่งบทความดังกล่าวมีความสำคัญมากกับผู้เรียนในยุคปัจจุบัน เพราะเป็นทักษะที่จำเป็นของคนในยุคศตวรรษที่ 21 ที่จะช่วยให้คนอยู่รอดได้อย่างมีความสุข และปลอดภัย อีกทั้งทักษะการคิดวิเคราะห์เป็นการคิดพื้นฐานที่จะช่วยต่อยอดสู่การคิดในขั้นสูง และเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความจำในระยะยาว มีความภาคภูมิใจในความคิดของตนเอง ส่งผลให้เกิดความภาคภูมิใจและสร้างสรรค์ผลงานที่ดีมีคุณภาพได้ในอนาคต ดังนั้นจึงสมควรที่จะส่งเสริมการสอดแทรกกระบวนการคิดวิเคราะห์ลงไปในการจัดการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการพัฒนาอย่างมีคุณภาพ

kk

อ้างอิง

มนตรี วงษ์สะพาน. (2556). การยกระดับการเรียนรู้ของนักเรียนด้วยกระบวนการคิดวิเคราะห์. วารสารศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยทักษิณ. 13(2). 125-139.

การส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนโดยใช้ “Gamification”

 Gamification

78623_1

      การศึกษาในปัจจุบันไม่สามารถจะดึงให้ผู้เรียนมีความสนใจต่อการเรียนยังแท้จริงได้  ปัญหาเด็กขาดความสนใจในการเรียน ไม่ตั้งใจเรียน หรือมีความเบื่อหน่ายกับการเรียนมากขึ้น ทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางเรียนต่ำ เด็กไม่เกิดการเรียนรู้ เนื่องจากการจัดการเรียนการสอนยังเน้นเพียงเนื้อหาวิชา ยังเน้นเพียงให้เด็กทำซ้ำๆ และไม่ดึงดูดให้เขาอยากเรียน

      เป็นที่ทราบกันดีว่าเด็กไม่ว่าวัยใด หรือแม้แต่ผู้ใหญ่เองก็ชอบเล่นเกม ชอบการแข่งขัน อย่างที่ได้เห็นในปัจจุบันว่า ในด้านการตลาดของบางบริษัทมีการนำเทคนิค “เกม” มาใช้กันอย่างแพร่หลาย ทั้งการสะสมแต้มแลกของรางวัล การให้ซื้อของตามเป้าแล้วจะได้ส่วนลด เป็นต้น ซึ่งทำให้ผู้บริโภคสนใจเป็นอย่างมาก โดยวงการศึกษาก็ได้ใช้เทคนิคเดียวกันนี้ในการดึงดูดผู้เรียนให้มีความสนใจในการเรียนเพิ่มขึ้น  ซึ่งมีชื่อว่า “Gamification”

     จากการศึกษาบทความเกี่ยวกับเรื่องนี้  สามารถกล่าวโดยสรุได้ว่า Gamification เป็นการนำองค์ประกอบโดยทั่วไปของการเล่นเกมไปประยุกต์ใช้กับกิจกรรมต่างๆ (อ้างอิง 1) โดยมีกลยุทธ์สำคัญคือ การให้รางวัลกับผู้ที่ชนะหรือถึงเป้าหมายในรูปแบบต่างๆ เช่น คะแนน ของขวัญ การเลื่อนขั้น เป็นต้น โดยผู้เล่นทุกคนต้องยอมรับหรือทราบเกี่ยวกับกติการก่อน เพื่อให้มีความกระตือรือร้นในการร่วมเล่น

     Gamification เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาไทยอยู่แล้วทั้งการให้เกรดแก่ผู้เรียน การเลื่อนชั้น หรือกิจกรรมในชั้นเรียน เช่น การให้รางวัล  การสะสมแต้มแลกของรางวัล เป็นต้น แต่เหตุใดที่หลักการดังกล่าวยังไม่ช่วยกระตุ้นให้ให้ผู้เรียนมีความสนใจต่อการเรียนเพิ่มขึ้น ดังนั้นเราต้องหันมาดูองค์ประกอบที่สำคัญของ Gamification ให้ถี่ถ้วนเพื่อการปรับใช้อย่างถูกต้อง ซึ่งมีองค์ประกอบคือ (อ้างอิง 2)

        1. เกมเป็นการเล่นซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้จากการเล่นนั่นเอง

        2. การเรียนรู้จากการทำแบบทดสอบ หรือการทำผิดซ้ำๆ และการทดลอง ไม่ใช่เรียนรู้เพื่อไปทำแบบทดสอบ

        3. เกมช่วยทำสิ่งที่ยากให้เกิดการเรียนรู้ที่ง่ายขึ้น

4. เป้าหมายเป็นสิ่งที่ผู้เรียนทราบและช่วยกระตุ้นให้อยากไปถึงเป้าหมายให้เร็ว

5. การใช้เกมในการกระตุ้นความสนใจให้กับผู้เรียน และช่วยให้ทุกคนมีส่วนร่วม

6. สร้างความภาคภูมิใจ ความมั่นใจให้แก่ผู้ชนะ

7. การได้รับบทบาทที่สำคัญในเกมจะทำให้เกิดความภาคภูมิใจ และเรียนรู้บทบาทในการเป็นตัวละครนั้นๆ มากขึ้น

gamification_wordle1-620x468

        จากองค์ประกอบข้างต้น สามารถนำมาปรับใช้กับห้องเรียนของครูแต่ละท่านได้ ซึ่งต้องคำนึงถึงการใช้ โดยเริ่มจากใครเป็นผู้เล่นเกม ทั้งนี้ครูต้องเลือกให้เข้ากับผู้เรียน ไม่เช่นนั้นอาจเกิดการล้มเหลวได้  อีกทั้งการผ่านแต่ละด่านควรมีการเพิ่มระดับความน่าสนใจ และไม่ควรลืมการให้รางวัล จากนั้นส่งเสริมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ความรู้สึกจากการประสบความสำเร็จ และอยากจะประสบความสำเร็จในด่านต่อไป ถึงแม้จะมีอุปสรรค อีกทั้งการมีกติการที่ซับซ้อนจะทำให้ผู้เรียนศึกษาความรู้เพิ่มขึ้น นอกจากนี้การมอบหมายหน้าที่หรือบทบาทสำคัญจะทำให้ผู้เรียนได้เรียนรู้เพิ่มขึ้น

จากการศึกษาบทความข้างต้น Gamification เป็นอีกหนึ่งแนวทางในการจัดการเรียนการสอนให้แก่ผู้เรียน อีกทั้งเป็นก้าวแรกในการเรียนรู้ เนื่องจากหากผู้เรียนมีความสนใจ และใส่ใจในเรื่องนั้นๆ ย่อมส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องอื่นๆ ได้ง่าย ดังนั้น Gamification จึงเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการจัดการเรียนการสอนที่ครูควรศึกษา และทำความเข้าใจ เพื่อการนำไปประยุกต์ใช้ให้เข้ากับบริบทของตนเอง

แหล่งอ้างอิง http://www.oxforddictionaries.com/definition/english/gamification http://c4ed.lib.kmutt.ac.th/x-classroom/?p=1020

Artificial Intelligence : มีระบบการทำงานอย่างไร?

          มีโอกาสได้อ่านบทความความเคลื่อนไหวด้านนวัตกรรมและคอมพิวเตอร์ที่ทำให้ตะลึงกับวิวัฒนาการอันก้าวกระโดดของนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ถุกสร้างขึ้นในโลกของเรา มีรายละเอียดจากบทความโดยย่อ คือ  artificial.intelligence


ล่าสุด ทีมนักวิทยาศาสตร์จากโกเธนเบิร์ก สวีเดนได้สร้างโปรแกรม A.I. ที่สามารถเรียนรู้ที่จะแก้ปัญหาหลายๆ อย่างได้แล้ว และโปรแกรมก็ถูกออกแบบมาเพื่อเลียนแบบ


พัฒนาการเรียนรู้ของเด็กในบางด้าน  โดยโปรแกรม A.I. แบบดั้งเดิมยังขาดความสามารถในการเติบโตและการปรับตัวที่ไม่เหมือนกับความฉลาดของมนุษย์ เช่น ถ้าให้โปรแกรมไปบ้านหลังใหม่ ก็ไม่สามารถทำอาการ ทำความสะอาด และซักผ้าได้เหมือนตอนอยู่บ้านหลังเก่าแล้ว
แต่ในสาขาที่เรียกว่า ปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป หรือ A.G.I. (Artificial General Intelligence) นั้น ถือว่าเป็นศาสตร์ให่ม่ในแขนงวิชา A.I. ที่นักวิทยาศาสตร์พยายามจะสร้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่สามารถทำให้ความฉลาดนั้นกว้างขึ้นเองได้ ทำให้ความฉลาดจะสามารถแก้ปัญหาในแขนงต่างๆได้
ตัวอย่างที่ดีที่สุดของความฉลาดทั่วไปที่เรารู้จักกันในวันนี้คือ สมองของมนุษย์ และนักวิทยาศาสตร์ก็พยายามจะเลียนแบบให้ได้ที่ระดับพื้นฐานที่สุด ก็คือวิธีการพัฒนาความฉลาดของเด็ก
เด็กสามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆได้มากมาย พวกเขาจะสร้างความรู้ใหม่ขึ้นจากสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปก่อนหน้านั้นแล้ว และพวกเขาก็จะใช้ความรู้ทั้งหมดนี้ในการหาข้อสรุปใหม่ นี่คือสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์อยากจะสร้างโปรแกรมให้สามารถทำแบบนี้ได้บ้าง
โปรแกรมที่นักวิทยาศาสตร์ที่โกเธนเบิร์กได้พัฒนาขึ้นนนี้ ทำงานในรูปแบบคล้ายๆ กัน และสามารถค้นพบรูปแบบได้ด้วยตัวเอง และยังแตกต่างไปจากโปรแกรมอื่นๆ ตรงที่โปรแกรมเมอร์ไม่ต้องสร้างกฎที่คอมพิวเตอร์ควรจะนำไปประยุกต์เลย

902474_10200391725930189_353864208_o-945x575
นักวิทยาศาสตร์ที่โกเธนเบิร์ก กล่าวว่า “เราก็หวังว่า โปรแกรมรูปแบบนี้สุดท้ายแล้วจะมีประโยชน์และนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่าหุ่นยนต์ที่เรียนรู้เป็นที่มีประสบการณ์มากๆจะเป็นสิ่งที่ล้ำค่ามากๆ แต่ตอนนี้เรายังไปไม่ถึงจุดนั้น”
จากเนื้อหาของบทความความเคลื่อนไหวด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี เห็นได้ชัดเจนว่าแม้แต่การประดิษฐืกลไกใดๆ ขึ้นมาเพื่อทำงาน แต่หากไร้ซึ่งคำสั่งที่ตั้งไว้ สิ่งประดิษฐ์เหล่านั้นก็ไม่สามารถคิดหรือพัฒนาการทำงานได้เอง
สมองมนุษย์นับเป็นกลไกที่ซับซ้อน มีพัฒนา และสะสมข้อมูลจำนวนวมหาศาล โดยเฉพาะของมนุษย์ในวัยเด็กที่สามารถจดจำ เรียนรู้ และพัฒนาการได้อย่างสูงสุด นับเป็นช่วงวัยที่เหมาะแก่การปลูกฝัง เรียนรู้ และเสริมสร้างให้มีความเป็นเลิศทางสติปัญญา
ครู ผู้ปกครอง และบุคลากรทางการศึกษา เมื่อเห็นเช่นนี้แล้ว ก็อย่าลืมให้ความสำคัญกับการจัดกระบวนการเรียนรู้ การปลูกฝัง และการส่งเสริมให้เด็กมีพัฒนาการทางสมองที่สมบูรณ์ สามารถเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณค่าและนำความรู้ ความสามารถที่เกิดจากก้อนเนื้ออัจฉริยะ(สมอง) ที่มีอยู่ในตัวเอง มาใช้ในการพัฒนาตน พัฒนาสังคม และพัฒนาชาติ

สวสด

ที่มาของบทความ : http://www.vcharkarn.com/

ทฤษฎีการเรียนรู้และการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอน

ทฤษฎีการเรียนรู้

1334727781

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับทฤษฎีการเรียนรู้

1. ความหมายของทฤษฎีการเรียนรู้

ทฤษฎีการเรียนรู้ หมายถึง แนวคิด หรือหลักการ ซึ่งผ่านกระบวนการรวบรวมแนวคิดและกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ จนเป็นที่ยอมรับว่าสามารถใช้อธิบายลักษณะการเกิดการเรียนรู้ หรือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างถาวรได้

2. แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับการเรียนรู้

แนวคิดเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์ ทั้งทางจริยธรรมและการกระทำ ซึ่งส่งผลต่อลักษณะของพฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียน นอกจากนี้ยังส่งผลต่อการประยุกต์ใช้ การพัฒนา หรือการสร้างสรรค์ทฤษฎีการเรียนรู้ใหม่ๆ อีกด้วย

3. จุดมุ่งหมายของทฤษฎีการเรียนรู้

มุ่งพัฒนาผู้เรียนเป็นสำคัญ ทั้งการอธิบายการเกิดการเรียนรู้ของบุคคล หากครูผู้สอนมีความรู้ความเข้าใจก็จะสามารถนำไปเป็นแนวทางในการจัดการเรียนการสอน เพื่อพัฒนาผู้เรียนอย่างรอบด้าน และมีประสิทธิภาพ

4. ความสำคัญของทฤษฎีการเรียนรู้

ทฤษฎีการเรียนรู้มีความสำคัญต่อการจัดการเรียนการสอน เริ่มตั้งแต่การวิเคราะห์ผู้เรียน การวางแผนการจัดการเรียนสอน รวมถึงการวัดและการประเมินผู้เรียน หากผู้ดำเนินงานหรือครูผู้สอนสามารถเลือกใช้ทฤษฏีได้อย่างได้ตรงกับความต้องการของผู้เรียน ย่อมทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ที่คงทน และมีประสิทธิภาพ

วิวัฒนาการของทฤษฎีการเรียนรู้

ทิศนา  แขมมณี (2557, น. 45), ชัยวัฒน์  สุทธิรัตน์ (2555, น. 17) ได้แบ่งทฤษฎีการเรียนรู้ออกเป็น 3 ช่วง คือ ทฤษฎีการเรียนรู้ในช่วงก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 20 ได้แก่ ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มจิตนิยม หรือกลุ่มเน้นการฝึกจิต หรือสมอง (Mental Discipline) ทฤษฎีการเรียนรู้ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 20 ได้แก่ ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มพฤติกรรมนิยม (Behaviorism) กลุ่มพุทธินิยมหรือความรู้ความเข้าใจ (Cognitivism) กลุ่มมนุษยนิยม (Humanism) และกลุ่มผสมผสาน (Eclecticism) และทฤษฎีการเรียนรู้และการสอนร่วมสมัย (ยุคปัจจุบัน) เช่น ทฤษฎีพหุปัญญา ทฤษฎีการสร้างความรู้ และทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือ เป็นต้น

ในที่นี้ข้าพเจ้าขอนำเสนอทฤษฎีการเรียนรู้ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 20 และทฤษฎีการเรียนรู้และการสอนร่วมสมัย เนื่องจากเห็นว่ายุคปัจจุบันมีความสอดคล้อง กับทฤษฎีดังกล่าว และสามารถนำแนวคิดไปสู่หลักการจัดการเรียนรู้ได้อย่างมีความหมายทั้งต่อผู้เรียนและผู้สอน  ซึ่งจากการศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับทฤษฎีดังกล่าวจากนักวิชาการหลายท่าน ได้แก่ ทิศนา  แขมมณี (2557, น. 50-78), ชัยวัฒน์  สุทธิรัตน์ (2555, น. 18-31), วัชรพล วิบูลยศริน (2556, 52-71),และ ณัฐกร สงคราม (2553, 35-78).  สามารถสรุปรายละเอียดเกี่ยวกับทฤษฎีในแต่ละยุค ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้

ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 20 นักวิชาการนักส่วนใหญ่เริ่มต้นสนใจทฤษฎีกลุ่มพฤติกรรมนิยม ต่อมาให้ความสนใจเกี่ยวกับกระบวนการความคิดหรือทางสมอง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการทำให้เกิดการเรียนรู้ จึงเกิดทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มพุทธินิยม หรือปัญญานิยม โดยเป็นฐานสำคัญของทฤษฎีการเรียนรู้ที่นิยมกันในปัจจุบัน ต่อมานักวิชาการเริ่มให้ความสนใจในเรื่องของจิตใจและความรู้สึกของมนุษย์ ทำให้เกิดเป็นทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มมนุษยนิยม แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไปและแต่ละทฤษฎีต่างก็มีข้อดีและข้อจำกัดที่แตกต่างกันไป ซึ่งทำให้นักวิชาการได้เริ่มผสมผสานแนวคิดหลายแนวเข้าด้วยกัน จนเกิดเป็นทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มผสมผสานจะเห็นได้ว่าในแต่ละยุคได้มีการพัฒนาในส่วนที่ยังบกพร่องหรือส่วนที่ยังขาดอยู่ จนกระทั่งทำให้ได้ข้อความรู้ที่สมบูรณ์ขึ้น เพื่อใช้เป็นฐานของการพัฒนาการเรียนการสอนต่อไป

ช่วงของยุคปัจจุบันนี้ นักวิชาการมีการพัฒนาทฤษฎีการเรียนรู้ ให้สามารถตอบโจทย์ของสภาพสังคมในปัจจุบันที่ต้องการให้คนมีทักษะในศตวรรษที่ 21 ได้เป็นอย่างดี โดยเริ่มจากทฤษฎีกระบวนการทางสมองในการประมวลข้อมูล ที่ได้กล่าวว่าการได้มาซึ่งความรู้ของผู้เรียนต้องมาจากสิ่งที่สนใจ และความรู้เดิมของผู้เรียน ซึ่งสามารถใช้เป็นหลักในการจัดการเรียนการสอนให้แก่ผู้เรียนได้ อีกทั้งทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตนเอง ที่เน้นให้ผู้เรียนเป็นผู้สร้างองค์ความรู้จากสิ่งที่พบกับความรู้ที่มีอยู่เดิม มากกว่าการเป็นผู้รับจากครูเพียงอย่างเดียว ซึ่งสามารถช่วยให้ผู้เรียนมีการเรียนรู้ที่มีความหมายมากขึ้น นอกจากนี้ทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตนเองโดยการสร้างสรรค์ชิ้นงาน ซึ่งเน้นให้ผู้เรียนสามารถสร้างชิ้นงานจากแนวความคิดของตน โดยจะเป็นพื้นฐานในการพัฒนาตนเองของผู้เรียนให้เป็นผู้ที่สร้างสรรค์นวัตกรรมมากกว่าการเป็นผู้ใช้ในอนาคต  และทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือ ซึ่งเน้นให้ผู้เรียนช่วยกันสร้างองค์ความรู้ โดยจะเป็นพื้นฐานให้ผู้เรียนเกิดทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น และส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดคุณลักษณะที่พึงประสงค์ในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นอีกด้วย

การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอน

555

ความหมายของการพัฒนารูปแบบการเรียนการ สอน

การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอน หมายถึง การสร้างหรือปรับปรุงแบบแผนการจัดการเรียนการสอนให้สามารถตอบต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน ทั้งด้านความรู้ ทักษะ และเจคติ

รูปแบบการเรียนการสอน

รูปแบบการเรียนการสอนในปัจจุบัน หากจำแนกตามวัตถุประสงค์ของรูปแบบ สามารถแบ่งได้เป็น 5 หมวดหมู่ คือ เน้นการพัฒนาด้านพุทธิพิสัย เน้นการพัฒนาด้านจิตพิสัย เน้นการพัฒนาด้านทักษะพิสัย เน้นการพัฒนาด้านทักษะกระบวนการ และเน้นการบูรณาการ ทิศนา  แขมมณี (2554, น. 7)

องค์ประกอบของรูปแบบการเรียนการสอน

ทิศนา  แขมมณี (2554, น. 4) ได้กล่าวถึงองค์ประกอบของรูปแบบการเรียนการสอน ดังนี้

  1. ปรัชญา ทฤษฎี หลักการ แนวคิด หรือความเชื่อที่เป็นพื้นฐานหรือเป็นหลักของรูปแบบการสอน
  2. มีการบรรยายและอธิบายสภาพหรือลักษณะของการจัดการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับหลักการที่ยึดถือ
  3. มีการจัดระบบ คือ มีการจัดองค์ประกอบและความสัมพันธ์ขององค์ประกอบของระบบให้สามารถนำผู้เรียนไปสู่เป้าหมายของระบบหรือกระบวนการนั้นๆ
  4. มีการอธิบายหรือให้ข้อมูลเกี่ยวกับวิธีสอนหรือเทคนิคการสอนต่างๆ อันจะช่วยให้กระบวนการเรียนการสอนนั้นๆ เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

    กระบวนการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอน

กระบวนการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนได้ 5 ขั้น คือ 1) การระบุปัญหา 2) ศึกษาข้อมูลเบื้องต้น 3) การสร้างองค์ประกอบรูปแบบการจัดการเรียนการสอน 4) การตรวจสอบคุณภาพ และ 5) การปรับปรุงและการนำไปใช้

ทฤษฎีการเรียนรู้กับการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอน

การรายงานผลการศึกษาในประเด็นต่างๆ ที่ได้นำเสนอไว้ข้างต้น ทำให้ข้าพเจ้าพบว่า “ ผู้เรียนจะไม่สามารถพัฒนาศักยภาพของตนได้อย่างเต็มที่  หากขาดรูปแบบการเรียนการสอนที่ใช้เป็นแนวทางในการจัดการเรียนการสอนที่มีคุณภาพ และรูปแบบการเรียนการสอนจะไม่สามารถตอบสนองต่อผลที่ต้องการให้เกิดกับผู้เรียนได้ หากปราศจากทฤษฎีการเรียนรู้” จะเห็นว่าทฤษฎีการเรียนรู้ถือเป็นหัวใจของการพัฒนาผู้เรียนอย่างรอบด้าน  เนื่องจากทฤษฎีการเรียนรู้เป็นแนวคิดซึ่งผ่านทดลองอย่างเป็นระบบ จนเป็นที่ยอมรับว่าสามารถใช้อธิบายลักษณะการเกิดการเรียนรู้ต่างๆ ได้  ดังนั้นจึงสามารถนำมาใช้เป็นแนวทางในการเลือกเครื่องมือต่างๆ ที่เหมาะกับการเรียนรู้ของผู้เรียนได้ ทั้งวิธีการสอน สื่อการสอน ลักษณะการจัดการเรียนการสอน หรือสถานที่ในการจัดเรียนการสอน ฯลฯ อีกสิ่งหนึ่งที่มีพื้นฐานมาจากทฤษฎีการเรียนรู้ และมีความสำคัญต่อผู้เรียน นั่นก็คือ รูปแบบการเรียนการสอน ซึ่งเป็นแบบแผนของการจัดการเรียนการสอน  ที่ใช้ทฤษฎีการเรียนรู้และการจูงใจเป็นพื้นฐานในการออกแบบ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการนำไปจัดการเรียนการสอน ให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามที่ต้องการ โดยทฤษฎีการเรียนรู้ในแต่ละยุคถูกพัฒนาตามกระแสและการเปลี่ยนแปลงของสังคม โดยเป็นหน้าที่ของครูที่ต้องศึกษาให้เข้าใจ และนำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ต่างๆ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนที่ไม่สามารถหยุดนิ่งได้  ดังนั้นจะเห็นว่าทฤษฎีการเรียนรู้กับการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนจะต้องมีความสอดคล้องกัน เพื่อให้การจัดการเรียนการสอนนำพาผู้เรียนไปสู่เป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ และผู้เรียนก็จะสามารถพัฒนาตนเองจนเป็นกำลังที่สำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไปได้

kk

อ้างอิง

เกริก ศักดิ์สุภาพ.  (2556).  การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนที่เน้น ความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาวิชาฟิสิกส์ (PECA) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย (ปริญญานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต, มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, กรุงเทพฯ). สืบค้นจาก http://ir.swu.ac.th/xmlui/bitstream/handle/123456789/4164/Krirk_S.pdf?sequence=1.

ชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์.  (2555).  80 นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ (พิมพ์ครั้งที่ 5).  กรุงเทพฯ: แดเน็กซ์ อินเตอร์คอปอเรชั่น.

ณปภา บุญศักดิ์.  (2552).  การจัดการเรียนรู้และการสอน [เอกสารอัดสำเนา].  คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา.

ณัฐกร สงคราม.  (2553).  การออกแบบและพัฒนามัลติมีเดียเพื่อการเรียนรู้.  กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.  

ทิศนา แขมมณี.  (2557).  ศาสตร์การสอน : องค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ (พิมพ์ครั้งที่ 18) กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

________.  (2554).  รูปแบบการเรียนการสอน: ทางเลือกที่หลากหลาย (พิมพ์ครั้งที่ 7) กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

ธงชัย สันติวงษ์.  (2550).  องค์การและการบริหาร (พิมพ์ครั้งที่ 9). กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช.

นิพัฒน์ ชัยวรมุขกุล.  (2555).  การพัฒนาคืออะไร.  สืบค้น 24 เมษายน 2558, จาก https://www.gotoknow.org/posts/485293.

ปฐมทัศน์ บรรณเลิศ.  (ม.ป.ป.).  การบริหารการพัฒนา.  สืบค้น 24 เมษายน 2558, จาก https://pub.crru.ac.th/myfile/P_Chapter1.pdf.

ประดินันท์ อุปรมัย.  (2550).  เอกสารการสอนชุดวิชาพื้นฐานการศึกษา(มนุษย์กับการเรียนรู้) (พิมพค์รั้งที่15).  นนทบุรี: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.

ปราโมทย์ จันทร์เรือง.  (2553).  การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการทักษะการคิดและการสรรค์สร้างความรู้สำหรับนักเรียนช่วงชั้นที่ 2.  วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี, 21(1), 29.  สืบค้น 24 เมษายน 2558, จาก http://www.edu.buu.ac.th/journal/Journal%20Edu/21-1/004.pdf.

รสริน เจิมไธสง, และสำลี ทองธิว.  (2556).  การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมความสามารถในการออกแบบการสอนอย่างไตร่ตรองเชิงวิพากษ์ของนักศึกษาครู.  วารสารศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยนเรศวร, 15(2), 26.  สืบค้น 24 เมษายน 2558, จาก http://www.tci-thaijo.org/index.php/edujournal_nu/article/download/9212/8335.

ราชบัณฑิตยสถาน.  (ม.ป.ป.).  ทฤษฎี.  สืบค้น 22 เมษายน 2558, จาก http://www.royin.go.th/dictionary/search.php.

วัชรพล วิบูลยศริน.  (2556).  นวัตกรรมและสื่อการเรียนการสอนภาษาไทย.  กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี.  (2558).  การเรียนรู้.  สืบค้น 22 เมษายน 2558, จาก http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99.

สมจิต จันทร์ฉาย.  (2557).  การออกแบบและการพัฒนาการเรียนการ สอน. คณะครุศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม.

สิมาลัย ชัยชนะ.  (2553).  หลักการ & แนวคิด & ทฤษฎี ต่างกันอย่างไร. สืบค้น 22 เมษายน 2558, จาก https://www.gotoknow.org/posts/323308.      

สุวัฒน์ วัฒนวงศ์.  (2555).  จิตวิทยาเพื่อการฝึกอบรมผู้ใหญ่ (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

อภิณห์พร สถิตย์ภาคีกุล.  (ม.ป.ป.).  เอกสารประกอบการสอนวิชาทฤษฎีหลักสูตรและการเรียนการสอน (การเรียนรู้และทฤษฎีการเรียนรู้). คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช.

________.  (ม.ป.ป.).  เอกสารประกอบการสอนวิชาทฤษฎีหลักสูตรและการเรียนการสอน (รูปแบบการเรียนการสอน). คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช.

อัชรา เอิบสุขสิริ.  (2557).  จิตวิทยาสำหรับครู (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

Ayeni, J. O., & Ayeni, M. A.  (2013, January).  Theory and Practice in Philosophy and Education: A Conceptual Clarification. An International Multidisciplinary Journal, Ethiopia, 28(7), 114.  Retrieved April 23, 2015, from http://www.ajol.info/index.php/afrrev/article/viewFile/88233/77880.

Mann, M. D.  (2011).  LEARNING AND MEMORY. Retrieved April 23, 2015, from http://michaeldmann.net /mann18.html.

Mormann, T.  (2008).  The Structure of Scientific Theories in Logical Empiricism. Retrieved April 23, 2015, from http://www.princeton.edu/~hhalvors/teaching/phi520_f2012/mormann-theories.pdf.

Patzold H.  (2008).  Learning in the world – Towards a culturally aware concept of learning. Retrieved April 23, 2015, from sempaed/forschung-entwicklung-in-org/medien/litw2008/at_download/file.

ประวัติส่วนตัว

  • ชื่อ-นามสกุล : นางสาวประภัสสร เพชรสุ่ม
  • อายุ : 25 ปี
  • การศึกษา : มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
  • สถานที่ทำงาน : โรงเรียนวัดมะม่วงตลอด อำเภอพระพรหม จังหวัดนครศรีธรรมราช11137039_1067506223278319_1832792331_n